posted on 19 Jan 2009 05:07 by louis008 in Somewhen
ผมเองไม่ได้รู้ทุกเรื่อง และก้ไม่ได้เข้าใจในทุกอย่าง แต่สิ่งหนึ่งที่ผมรู้จักเป็นอย่างดี นั้นคือ "ตัวผมเอง"
ผมเชื่อนะครับว่าทุกคนที่รวมกันอยู่ในสังคมนี้อาจจะเจอกับคำโกหก และ ความไม่จริงใจ มากมาย และแตกต่างกัน
เราอยากให้ครอบครัว คนที่เรารัก คนที่รักเรา คนที่ใกล้ชิดเรานั้น เชื่อมั่นในตัวเรา แต่เราเคยถามตัวไหมว่าเราทำอะไรให้พวกเขาเหล่าเชื่อมั่นในตัวเรา เชื่อในหัวใจเรา เชื่อในสิ่งที่เราเป็น
เราทำแล้วหรอครับ??
ทุกคนมีความต้องการในชีวิต มีสิ่งที่หวัง สิ่งที่ฝัน มีความจริง มากมายแตกต่างกัน แล้วเราเชื่อในสิ่งเหล่านั้นไหม??
ถ้าเราเชื่อมั่นในความฝันของเราแล้ว ขอเราใช้ทุกสิ่งที่เรามี ค่อยๆ ทำให้ที่เป็นแค่นามธรรม ที่เรียกความฝัน เปลี่ยนแปลงเป็นรูปธรรม ที่เรียกว่าความจริง
ในตอนที่ผมเด็กๆ นั้น ผมเองได้หวังและได้ฝันสิ่งต่างๆ ไว้มากมาย คิดว่าเมือเวลาที่ผมโตขึ้นแล้วผมจะสามารถทำอย่างโน่น ทำอย่างนี้ได้ ในตอนนี้ชีวิตผมได้ผ่านเลยช่วงหนึง ของเวลาทั้งหมดที่ผมมีเหลืออยู่แล้ว ทุกสิ่งที่ฝันไว้ในวัยเด็กก็ไม่เป็นที่อย่างที่เราฝันเท่าไรนัก แต่ผมก็พยายามทำให้มันใกล้เคียงมากที่สุด แต่อาจไม่ได้เป็นไปตามที่เราคิด แต่ตอนนี้และต่อจากนี้ ก็ยังพยายามอยู่ ผมจะพยายามให้ถึงที่สุด...
สำหรับผมแล้ว ผมคิดว่ามันไม่ทางลัดให้เราไปถึงได้ง่ายๆ ทางที่เร็วที่สุดคือ เราต้องพูดความจริงตลอดเวลา ลดอคติที่จะมีผู้พูดถึงสิ่งไม่ดีของเรา และเราจะต้องมีสัจจะในชีวิต ไม่ทรยศต่อสิ่งนั้น
ผมคิดว่านี้คือสัจธรรม ( ของผม ) ^.^
posted on 03 Nov 2008 04:15 by louis008 in Somewhen
ในสารคดีชุด "SIX DEGREES COULD CHANGE THE WORLD" หรือ "6 องศาเซลเซียสเปลี่ยนโลกได้" โดยขอบขอบคุณข้อมูลบางส่วนจากไทยโพสต์ คอลัมน์สิ่งแวดล้อม วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2551 โดยสารคดีชุดนี้จะนำพาเราไปสู่จินตนาการในวันที่โลกร้อนสุดขีด 6 องศาเซลเซียสว่า
- วันนั้นจะไม่มีผืนป่าอะเมซอน
- น้ำแข็งในมหาสมุทรอาร์กติกในขั้วโลกเหนือละลายหายไป
- ถ้าโลกเราไม่มีพายุเฮอริเคนความแรงระดับ 6
สิ่ง
เหล่านี้อาจจะดูเหมือนยังห่างไกลตัว แต่ในความเป็นจริงแล้ว
โลกเราอยู่ห่างจากการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่เพียง 6 องศาเซลเซียส
ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่มนุษยชาติไม่เคยประสบมาก่อน
การ
เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติต่างๆ นั้น
นับเป็นลางบอกเหตุสภาวะอันตรายที่โลกจะต้องเผชิญ
จากการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิแต่ละองศา ดังนี้
1. การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิ 1 องศาเซลเซียส
- ทำให้บ้านจำนวนหลายหลังคาเรือนในเขตอ่าวเบงกอลต้องจมอยู่ใต้น้ำ
- เกิดพายุเฮอริเคนโจมตีมหาสมุทรแอตแลนติกตอนใต้
2. การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิ 2 องศาเซลเซียส
- ทำให้ธารน้ำแข็งในกรีนแลนด์ค่อยๆ ละลายหายไป
- ทำให้เผ่าพันธุ์หมีขั้วโลกเหนือตกอยู่ในภาวะอันตราย
- แนวปะการัง "เกรต แบริเออร์ รีฟ" ของออสเตรเลียจะตายหมด

3. การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิ 3 องศาเซลเซียส
- สามารถทำให้น้ำแข็งในมหาสมุทรอาร์กติกละลายหายไปหมดในช่วงหน้าร้อน
- ทำให้หิมะที่ปกคลุมเทือกเขาแอลป์ละลายหมดไป
- ธาร
น้ำแข็งในเทือกเขาหิมาลัยซึ่งเป็นแหล่งน้ำจืดใหญ่ที่สุดในโลก
จะละลายหายไปในที่สุด
ประชาชนและชุมชนหลายพันล้านคนที่อาศัยแหล่งน้ำจากแม่น้ำคงคา
แม่น้ำโขงหรือคนในแถบประเทศอินเดียและจีนนับพันล้านคนจะได้รับความเดือดร้อน
ขาดน้ำกินน้ำใช้
- ในผืนป่าอะเมซอนซึ่งเป็นแหล่งผลิตโอโซน 20% ของโลก คาดว่าพื้นที่ป่าจะหายไปไม่ต่ำกว่า 50% ป่าจะกลายเป็นทุ่งหญ้าสะวันนา แม่น้ำสายใหญ่ที่สุดจะแห้งแล้ง คนอดอยาก
- เกิดปรากฏการณ์เอลนิโญ ทำให้เกิดความแห้งแล้งในที่ที่เคยมีฝนตกและเกิดฝนตกหนักในที่ที่ไม่เคยตกมาก่อน
4. การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิ 4 องศาเซลเซียส
- น้ำแข็งที่ปกคลุมขั้วโลกละลายหมด โลกจะเปลี่ยนไป
- เมืองใหญ่จะหายไปจมอยู่ใต้น้ำที่สูงขึ้นไม่ต่ำกว่า 7 เมตร ทั้งบังกลาเทศ อียิปต์ นิวยอร์ก แมนฮัตตัน โลกจมหายอยู่ใต้น้ำ
- เกิดพายุขนาดใหญ่ระดับ 3
- ธารน้ำแข็งไม่หลงเหลือ พื้นที่ทางตอนเหนือของแคนาดาที่เคยหนาวเย็นจะกลายเป็นพื้นที่เกษตรแหล่งใหญ่ของโลก
- พื้นที่ติดทะเลแถบสแกนดิเนเวีย กลายเป็นชายหาดฤดูร้อน

5. การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิ 5 องศาเซลเซียส
- พื้นที่ที่มนุษย์ไม่สามารถอาศัยอยู่ได้ 2 แห่งจะกลายเป็นบริเวณเขตอบอุ่นระหว่างขั้วโลกที่มนุษย์สามารถอาศัยได้ระหว่างตอนเหนือและใต้ของโลก
- เมืองใหญ่ๆ ของโลก เช่น ลอสแองเจลีส, กรุงไคโร, ลิมาและบอมเบย์ ที่เคยปกคลุมด้วยหิมะและน้ำแข็งในบางช่วงเวลา จะกลายเป็นเมื่อที่ไม่มีหิมะตกอีกต่อไป
- ผู้คนจะอพยพลี้ภัยจำนวนหลายสิบล้านคน จะเกิดความขัดแย้งเพื่อแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติที่ขาดแคลนเพิ่มสูงขึ้น

6. การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิ 6 องศาเซลเซียส เป็นจุดขีดสุดเมื่อโลก วันนั้นก็คงเป็น "วันสิ้นโลก"
- โลกจะมีสภาพคล้ายคลึงกับยุคครีเตเชียส เมื่อประมาณ 65-144 ล้านปีก่อน
- น้ำทะเลมีสีฟ้าใสเพราะไม่มีสารอาหารในทะเลหลงเหลือ
- ภัยพิบัติทางธรรมชาติจะเกิดขึ้นทั่วไปจนเป็นเรื่องปกติ เมืองใหญ่หลายเมืองทั่วโลกอาจจะเกิดภาวะอุทกภัยจนทำให้คนทิ้งถิ่นฐานได้
- ทำให้มหาสมุทรต่างๆ เป็นเพียงพื้นที่น้ำที่ว่างเปล่าและพื้นที่ทะเลทรายจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
ผมรู้ว่าเรื่องนี้เคยมีหลายคนได้เอามาเขียนลงไปแล้วในหลายๆ ที่พอมีให้อ่านกันบ้าง แต่ก็อยากเอามาใส่ไว้ในบล็อกของตัวเองอีกนั้นแหละครับ ^_^ ผมคิดว่าใครได้ลองอ่านแล้ว ถ้าเราเริ่มต้นที่ตัวเราตั้งแต่วันนี้สิ่งเหล่านี้อาจจะไม่เกิดขึ้นอนาคตอันใกล้นี้แน่นอนครับ จะเริ่มจากที่เรากลัวว่าจะเกิดสิ่งเหล่านี้ขึ้นก็ไม่ได้เป็นไรครับ แต่อยากให้เริ่มที่ "จิตสำนึก" จะเป็นสิ่งที่ดีมากเลย ทุกวันนี้คุณเคยถามตัวเองไหมว่า "วันนี้เราทำสิ่งอะไรเพื่อ คนที่เรารัก และรักเรา อะไรที่สิ่งสำคัญและมีคุณค่าสำหรับเรา" สำหรับผมคงตอบว่า "ผมทำทุกวันเพื่อคนที่ผมรัก และรักผม ในชีวิตผมที่ผ่านมาไม่มีอะไรที่ไม่สำคัญและไม่มีอะไรที่จะไร้คุณค่า"
posted on 31 Oct 2008 12:24 by louis008 in xhtml
HTML ( HyperText Markup Language)คือภาษามาร์กอัปออกแบบมาเพื่อใช้ในการสร้างเว็บเพจ
หรือข้อมูลอื่นที่เรียกดูผ่านทางเว็บเบราว์เซอร์ เริ่มพัฒนาโดย ทิม
เบอร์เนอรส์ ลี (Tim Berners Lee) สำหรับภาษา SGML ในปัจจุบัน HTML
เป็นมาตรฐานหนึ่งของ ISO ซึ่งจัดการโดย World Wide Web Consortium (W3C)
ในปัจจุบัน ทาง W3C ผลักดัน รูปแบบของ HTML แบบใหม่ ที่เรียกว่า XHTML
ซึ่งเป็นลักษณะของโครงสร้าง XML
แบบหนึ่งที่มีหลักเกณฑ์ในการกำหนดโครงสร้างของโปรแกรมที่มีรูปแบบที่มาตรฐาน
กว่า มาทดแทนใช้ HTML รุ่น 4.01 ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน
HTML ยังคงเป็นรูปแบบไฟล์อย่างหนึ่ง สำหรับ .html และ สำหรับ .htm ที่ใช้ในระบบปฏิบัติการที่รองรับ รูปแบบนามสกุล 3 ตัวอักษร
ที่มาของ HTML
ภาษา
HTML ถือกำเนิดขึ้นมาจากความพยายามที่จะแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ
ในโลกของ Internet นี่แหล่ะครับ ซึ่งก็เป็น ที่ทราบกันอยู่แล้วนะครับว่า
ในโลกของ Internet นั้นมันกว้างใหญ่ไพศาลนัก
เราไม่สามารถที่จะรู้ได้เลยว่า ใครใช้ระบบปฏิบัติการอะไรกันบ้าง
บางคนอาจจะใช้ระบบปฏิบัติการ Windows บนเครื่อง PC ธรรมดา ๆ อย่างเรา ๆ
ท่าน ๆ ทั้งหลาย แต่นักวิจัยบางคนอาจจะให้ระบบปฏิบัติการ Unix บนเครื่อง
Mainframe ในการเชื่อมต่อเข้าสู่ Internet ก็ได้ ซึ่งจากความ
แตกต่างกันทั้งทางต้าน Software และ Hardware นี่เอง ที่เป็นจุดกำเนิด ของ
HTML ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ทำให้สามารถทำให้
ผู้ที่ใช้ระบบปฏิบัติการทั้งหลายแหล่ที่มีอยู่บนโลกของ Internet
สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารกันได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว
สำหรับหน่วยงาเป็นคนกำหนดมาตรฐาน HTML คือ W3C นะครับ สำหรับ version
ปัจจุบันนี้ก็เป็น version 4.0 เข้าไปแล้ว
ประโยชน์ของ HTML
สำหรับ
ประโยชน์ของ HTML นี่ก็มีประโยชน์มากมายนะครับ สำหรับประโยชนหลัก ๆ
เลยก็คือ การที่มันช่วยให้เราสามารถ เผยแพร่เอกสารต่าง ๆ
ของเราให้คนทั้งโลกได้อ่านอย่างไม่จำกัดในระบบของเครื่องหรือว่าระบบของ OS
เลยครับ ไม่ว่าใครจะใช้ ระบบปฏิบัติการอะไรก็ตาม ที่มี browser
ที่สามารถอ่าน file format HTML ได้ล่ะก็
ก็จะสามารถเปิดไฟล์เอกสารที่เราต้องการ เผยแพร่อ่านได้ทันทีครับ
ไม่เว้นแม้แต่ระบบปฏิบัติการ Unix ที่ run ใน Text Mode
ก็สามารถอ่านได้ครับ ใครที่เคยเล่น Linux คงเคยได้ใช้คำสั่ง Lynx
ทาง องค์กร W3C ได้นำเอา ภาษา HTML มาปรับปรุงใหม่ โดยยึดหลักการของ XML
และได้เพิ่มกฎเกณฑ์บางอย่าง เพื่อให้การใช้งานมีความเข้มงวด และเป็นมาตรฐานยิ่งขึ้น
และปูทางให้ตลาดบราวเซอร์ (browser) ปัจจุบัน และในอนาคต ที่ออกบราวเซอร์ใหม่
ให้ใช้มาตรฐานเดียวกัน ในการแสดงผล ได้อย่างถูกต้อง
XHTML (Extensible HyperText Markup Language)คือที่ปรับปรุงมาจากภาษาHTML ที่เอาไว้เขียนสร้างเว็บเพจ เป็นภาษาที่คนทั่วโลก รู้จักดี และมีเวบเพจนับล้านที่ใช้ภาษาHTML
แต่ข้อเสียของภาษา HTML คือการแสดงผลผ่านบราวเซอร์ (browser)ของค่ายต่างๆ
เช่น Internet Explorer, Netscape, Opera, Mozilla และอื่นๆ อีกมากมาย
การแสดงผลที่แตกต่างกัน โดยสิ้นเชิง โอมเพจที่ออกแบบสวยงาม ของผู้สร้างโฮมเพจ อาจดูไม่ได้
หรือไม่สามารถเข้าดูได้ เมื่อเปิดผ่านบราวเซอร์ ค่ายอื่น
XHTML แปลงเอกสารด้วย Dreamweaver
Dreamweaver ตระกูล MX จะเครื่องมือ Convert ไฟล์ ให้เป็น XHTML
File > Convert > XHTML
ท่านสามารถ Convert ไฟล์ ASP, PHP ที่ใช้ไฟล์ร่วมกับภาษา HTML ได้
ข้อแตกต่าง ระหว่าง HTML กับ XHTML
อีลิเมนต์(element) และแอตทริบิวต์(attributes) จะต้องเขียนเป็นตัว พิมพ์เล็ก เท่านั้น
อีลิเมนต์ ของ XHTML ที่ไม่ใช่อีลิเมนต์ว่าง (empty element)หรือไม่มีการเก็บข้อมูล
XHTML จะต้องเว้นช่องว่าง และมีแท็กปิด "< />" ด้วย
จาก ของเดิม
checked เปลี่ยนเป็น
checked="checked"
checked>
เป็น
checked="checked" />
จะต้องเว้นช่องว่าง และมีแท็กปิด "<
/>" ด้วย
การประกาศ
DOCTYPE ของ XHTML ในส่วนบนสุดบรรทัดของทุกๆเพจ
"http://www.w3.org/TR/xhtml1/DTD/xhtml1-transitional.dtd">
DOCTYPE คือ การประกาศว่าเอกสารนี้ จัดอยู่ในประเภทใด และ
ตรวจสอบความถูกต้องกับ DTD เพื่อในกรณี กับ Browser ประเภทต่างๆ
หลายๆ คนถามผมเข้ามา มันอาจจะมองดูแล้วเป็นอะไรที่คล้ายกันๆ แต่มันไม่เหมือนกันนะครับ อย่างไรลองศึกษาดูเข้าให้เข้าใจนะครับสำหรับคนที่เพิ่งเริ่มเขียนเว็บ อาจจะเป็นเรื่องยากสักนิดหนึ่งที่จะทำความเข้าใจ ก็สามารถจะถามผมได้ ผมยินดีที่ให้จะให้ความรู้สำหรับคนที่มีความสนใจจริงๆ